ขนาดตัวอักษร:
:::
วัฒนธรรมและเทศกาล

คนที่เต้นรำอยู่ใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว

เพื่อลำลึกถึงชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณต๋าโก่ว-ชนเผ่าม๋าข่าเต้า รัฐบาลเมืองเกาสงจึงได้เปลี่ยนชื่อถนนให้เป็นถนนม๋าข่าเต้า  เผ่าม๋าข่าเต้าเป็นเผ่าที่แยกออกจากเผ่าผิงผู่และเผ่าซีลาหย่าซึ่งอาศัยอยู่บริเวณเมืองเกาสงและชนบทผิงตงในปัจจุบัน
 
เผ่าม๋าข่าเต้าที่ชนบทผิงตงส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านตามเมืองผิงตงในปัจจุบัน (บ้านอาโกว) อำเภอวั่นตัน (บ้านซั่งตั้นสุ่ย บ้านเซี่ยตั้นสุ่ย) อำเภอหลินเปียน (บ้านฟั่งสว่อ บ้านเจียเถิง) อำเภอคานติ่ง(บ้านลี่ลี่) อำเภอหลี่กั่ง(บ้านถ่าโหล บ้านอู่ลั่ว) ในสมัยราชวงษ์ชิงพื้นที่บริเวณนี้อยู่ในการปกครองของมณฑลฟ่งซัน ปัจจุบันจึงได้ชื่อว่าเป็นฟ่งซัน 8 หมู่บ้าน
 
เทศกาลบูชาราตรีที่มีชื่อเสียงจะจัดขึ้นที่บ้านเจียนน่าผู่ที่อำเภอเกาซู่ โดยเชื่อว่าเป็นหมู่บ้านหนึ่งในฟ่งซัน 8 หมู่บ้าน ส่วนเจียเผาหลั่งของหมู่บ้านเจียเหอในอำเภอวั่นหลวนก็เป็นหมู่บ้านหนึ่งในฟ่งซัน 8 หมู่บ้านด้วยเช่นกัน
 
เมื่อปี 1885 ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงและได้แยกตัวออกจากมณฑลฝูเจี้ยนกลายเป็นอีกมณฑลหนึ่ง ทำให้เกิดความตั้งใจในการปกครองไต้หวัน เนื่องจาก 11 ปีก่อนหน้านั้นเมื่อปี 1874 ที่เหิงชุนเกิดเหตุการณ์บ้านหมู่ตันที่เมืองเหิงชุนขึ้น ทำให้จักรพรรดิเกิดความตั้งใจในการก่อสร้างให้เกาะไต้หวันกลายเป็นป้อมปราการทางยุทธทหาร
 
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ว่าราชการมณฑลไต้หวันนายหลิว หมิงฉวนก็ได้เริ่มบังคับใช้นโยบายฮว่าฟันหรือการเก็บส่วยจากชนเผ่าต่างๆ ภายหลังจากที่ได้ใช้นโยบายฮว่าฟันครบร้อยปีในปี 1788  ทุกคนก็กลายเป็นประชาชนทั่วไป การเก็บส่วยจากชาวเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่บริเวณริมถนนตามเขาชนบทผิงตงก็มลายหายไปในชั่วข้ามคืน
 
ดังนั้น หัวหน้าเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เหิงชุนจะต้องเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นโถวเหยินหรือเซ่อจ่างแม้แต่หัวหน้าเผ่าตระกูลพานเหวินเจี๋ยที่ปกครองหมู่บ้านหลังเฉียวทั้ง 18 หมู่บ้านก็ต้องเปลี่ยนชื่อเรียกจากหัวหน้าเผ่าเป็นโถวเหยิน
 
ในแวดวงวิชาการไต้หวันเชื่อว่าชาวเผ่าที่ชำระส่วยเป็นชาวผิงผู่ จากสถิติการบันทึกข้อมูลประชากรของชาวเผ่าผิงผู่พบว่าเริ่มต้นขึ้นในสมัยที่ถูกญี่ปุ่นปกครองเมื่อปี 1898 ในเวลานั้นมีการจัดตั้งหน่วยสำรวจที่ดินเฉพาะกิจขึ้นโดยมีการสำรวจที่ดินและบันทึกสถิติประชากรไปพร้อมกัน
 
ไต้หวันในขณะนั้นแบ่งประเภทของประชากรที่อาศัยอยู่บนเขาออกเป็น 3 ประเภท คือ หมิ่น กว่าง โสว(หมายถึงโสวฟันหรือชาวเผาผิงผู้ที่ถูกเก็บส่วย) และแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตการปกครองตามหมู่บ้าน ตำบล เพื่อจัดทำแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของไต้หวัน
 
เมื่อดูจากแผนที่ที่เขียนขึ้นในสมัยที่ญี่ปุ่นปกครองพบว่า เมื่อปี1990 พื้นที่ติดทะเลและที่ราบส่วนใหญ่บุกเบิกโดยชาวหมิ่นและชาวแคระ ชนเผ่าต่างๆจึงต้องไปอาศัยอยู่ใกล้กับภูเขาซึ่งตรงกับข้อมูลที่ตั้งของชนเผ่าในสมัยราชวงษ์ชิงด้วยเช่นกัน
 
ชาวเขาที่ชำระส่วยในขณะนั้นอยู่บริเวณเจียน่าผู่ฟันอำเภอเกาซู่ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือแล้วทอดยาวไปทางเขาต้าอู่ไปทางใต้ผ่านเขาเกาหลั่งหลั่ง ซินอ้ายเหลียว ฟันจ่ายชู่ เหล่าเปย เขาวั่นจินชื่อ จนถึงแถบหมู่บ้านซินไคบริเวณอำเภอฝั่งเหลียวในปัจจุบัน ส่วนบริเวณเหิงชุนก็พบร่องรอยของชาวเผ่าผิงผู่ด้วยเช่นกัน
 
หากต้องการทราบว่าชนบทผิงตงมีชาวเผ่าผิงผู่อยู่เท่าไรนั้น ทางการไม่มีการบันทึกข้อมูลเอาไว้ สาเหตุเพราะแม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะยอมรับการมีอยู่ของชนเผ่าผิงผู่ที่แยกออกจากชนเผ่าซีลาถู แต่รัฐบาลกลางก็ยังไม่ยอมรับการบันทึกให้ชนเผ่าผิงผู่เป็นชนเผ่าหนึ่งของไต้หวัน ทำให้การบันทึกข้อมูลประชากรเป็นไปด้วยความยากลำบาก
 
เทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวผิงผู่คือเทศกาลบูชาราตรี ของเซ่นไหว้ที่สำคัญที่สุดคือหมาก หมากเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการจัดพิธีแต่งงานของชาวผิงผู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า หมากเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวผิงผู่ การบูชาเทพเจ้าในศาลเจ้าและวัดต้องถวายหมาก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชาวเผ่าผิงผู่ปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
 
เทศกาลบูชาราตรีเป็นเทศกาลที่บูชาเทพอาลี่โดยมีอังอี๋ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธี อังอี๋ของชนเผ่าผิงผู่ก็เหมือนกับบาทหลวงของศาสนาคริสต์และเหมือนร่างทรงของชาวหมิ่นหนัน ทำหน้าที่ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของเทพเจ้า ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ ห้ามมีการลบหลู่อย่างเด็ดขาด
 
เทศกาลบูชาราตรีอันเลื่องชื่อของผิงผู่เป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเผ่าเจียน่าผู่ที่อำเภอเกาซู่ ซึ่งเจียน่าผู่และหมู่บ้านเสี่ยวหลินของเกาสงถูกคั่นกลางด้วยแม่น้ำเกาผิง เทศกาลบูชาราตรีของทั้งสองแห่งนี้ต่างก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กัน เทศกาลบูชาราตรีของเจียน่าผู่เริ่มต้นขึ้นทุกวันที่ 15 พฤศจิกายนตามปฏิทินจีน
 
กิจกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในเทศกาลบูชาราตรีคือการเต้นรำภายในงานผู้คนจะล้อมต้นไม้หน้าวัดเอาไว้เป็นวงกลมแล้วเต้นไปตามจังหวะเสียงเพลงที่ทุ้มต่ำของเพลงพื้นเมืองชาวผิงผู่โดยมีนักท่องเที่ยวจากต่างแดนเข้ามาชมพิเศษของงานที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศของความเงียบที่ประดับด้วยความครื้นเครง